ถ้าเราจะเลือกใช้งานระบบ ERP ในองค์กร เราจะเลือกอย่างไร?

ทำความเข้าใจรูปแบบการใช้งานของระบบ ERP


ระบบแบบ On-Premises ERP คืออะไร

ระบบแบบ On-Premises หรือที่เรียกกันว่า "On-Prem" คือการติดตั้งระบบ ERP ไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ของบริษัทเอง ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์อยู่ภายในองค์กร เราเป็นเจ้าของและควบคุมทุกอย่างเอง หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นการติดตั้งระบบภายในเองทั้งหมด ควบคุมระบบเองทั้งหมด

ระบบ Cloud ERP คืออะไร

ระบบ Cloud ERP คือการใช้งานระบบ ERP ผ่านผู้ให้บริการคลาวด์ โดยผู้ให้บริการเป็นคนดูแลเซิร์ฟเวอร์ การบำรุงรักษา และการอัพเดท เราค่าบริการเป็นรายเดือนหรือรายปี ซึ่งค่าบริการขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการคลาวด์เรียกเก็บ โดยในปัจจุบันมีรูปแบบย่อยของคลาวด์อีก 3 แบบ คือ แบบ Public Cloud (ใช้ร่วมกับองค์กรอื่น), แบบ Virtual Private Cloud (เช่าเฉพาะองค์กรเรา), และแบบ Hybrid Cloud (ผสมระหว่าง On-Prem กับ Cloud)

How-To-ERP_001.png

การเปรียบเทียบการใช้งานในมุมมองต่างๆ

ผมลองเปรียบเทียบรูปแบบการใช้งานระบบ ERP ในมุมมองต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมดังนี้
  1. ด้านความคุ้มค่า (Value for Money)
    จากประสบการณ์ของผม การคำนวณความคุ้มค่าต้องดูทั้งระยะสั้นและระยะยาว ไม่ใช่แค่ดูราคาตั้งต้นเพียงอย่างเดียวพิจารณาค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด (Total Cost of Ownership หรือ TCO)
    • แบบ On-Premises จะมีการต้นทุนเริ่มต้นสูงมาก เราต้องซื้อเซิร์ฟเวอร์ ระบบสำรองไฟ ระบบเครือข่าย ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ และอาจต้องปรับปรุงห้องเซิร์ฟเวอร์ให้พร้อม รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ดูแลระบบอีกด้วย
    • แบบ Cloud ERP ซึ่งข้อดีของคลาวด์จะไม่มีต้นทุนเริ่มต้นสูง จ่ายเป็นรายเดือนตามจำนวนผู้ใช้งานและฟีเจอร์ที่ใช้งาน ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ โดยมีข้อดีคือเริ่มต้นได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนเงินก้อนใหญ่
    คำแนะนำของผม
    • ถ้าเรามั่นใจว่าจะใช้ระบบนี้อย่างน้อย 7-10 ปี และมีเงินลงทุนพร้อมทั้งทรัพยากร การเลือกใช้งาน On-Premises อาจคุ้มค่ากว่า
    • ถ้างบประมาณจำกัด หรือยังไม่แน่ใจในอนาคต การเลือกใช้งานคลาวด์ลดความเสี่ยง
    • ถ้าองค์กรขนาดเล็ก (ต่ำกว่า 100 คน) การเลือกใช้งานคลาวด์เหมาะสมที่สุด

    How-To-ERP_002.png

    ตัวอย่างระบบ Cloud ERP จากทาง Microsoft ชื่อว่า Dynamic 365 ซึ่งคิดค่าบริการเป็นฟีเจอร์ที่ใช้งานและจำนวนผู้ใช้งาน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ $USD 50 – 300+ ต่อผู้ใช้งานต่อเดือน (ราว 1,800 – 10,800+ บาท/เดือน)

  2. ด้านความปลอดภัย (Security)
    หัวข้อนี้เป็นประเด็นที่มีการกังวลกันมากที่สุด และมีความเข้าใจผิดไม่น้อย
    • แบบ On-Premises ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในองค์กร เราควบคุมทุกอย่างได้ 100% ซึ่งหลายคนคิดว่าปลอดภัยกว่า แต่ในความเป็นจริง ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับว่าเราทำได้ดีแค่ไหน จากที่ประสบการณ์ของผมพบว่าองค์กรขนาดเล็ก SME ส่วนใหญ่มีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยมากมาย เช่น
      • ไม่มีระบบสำรองข้อมูลที่ดี บางที่สำรองข้อมูลเอาไว้แต่เก็บไว้ที่เดียวกับเครื่องหลัก ไม่ได้ทำตามกฎการสำรองข้อมูลแบบ 3-2-1
      • ไม่มีระบบไฟร์วอลล์ที่เหมาะสม หรือตั้งค่าไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดการเข้าถึงระบบอย่างเหมาะสม
      • ไม่ได้อัปเดทระบบ (Update Security Patch) สม่ำเสมอ
      • ไม่มีทีมเจ้าหน้าที่ไอทีที่เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย (Cybersecurity) โดยเฉพาะ
      • พนักงานใช้รหัสผ่านง่ายๆ ไม่มีการจัดการที่ดีพอ ไม่เปลี่ยนรหัสผ่าน ใช้รหัสที่ง่ายต่อการคาดเดา แปะรหัสผ่านเอาไว้ที่หน้าจอเครื่องคอมพิวเตอร์ ใช้รหัสผ่านร่วมกันกับผู้ใช้งานอื่น เป็นต้น
      ข้อดีคือคุณไม่ต้องกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหลจากผู้ให้บริการคลาวด์ ข้อมูลไม่ได้ไปอยู่ที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ เหมาะกับองค์กรที่มีข้อมูลอ่อนไหวสูง เช่น ธนาคาร โรงพยาบาล หน่วยงานราชการ
    • แบบ Cloud ERP ผู้ให้บริการคลาวด์ต่างประเทศ (Global Cloud) อย่าง AWS, Microsoft Azure, Google Cloud ลงทุนด้านความปลอดภัยมหาศาล มีทีมผู้เชี่ยวชาญหลายร้อยคนคอยดูแล มีมาตรฐานสากล เช่น ISO/IEC 27001, SOC 2 Type II เป็นต้น ซึ่งผู้ให้บริการคลาวด์ในประเทศไทย (Local Cloud) เองก็มีการยกระดับการให้บริการเทียบเท่ากับผู้ให้บริการคลาวด์ต่างประเทศเช่นเดียวกัน ผ่านทางโครงการ Cloud First Policy ของประเทศไทย ซึ่งมีการควบคุมเรื่องมาตรฐานเหล่านี้อย่างเข้มงวด โดยผู้ให้บริการคลาวด์เองก็มีการจัดการด้านความปลอดภัยในส่วนรับผิดชอบของคลาวด์แล้ว เราเองในฐานะผู้ใช้งานคลาวด์จำเป็นต้องเพิ่มเติมความปลอดภัยอื่นๆ เช่น
      • การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) ทั้งตอนส่งข้อมูล (Data in transit) และตอนเก็บข้อมูล (Data at rest)
      • การใช้งานระบบยืนยันตัวตนหลายชั้น หรือที่เรียกกันว่า Multi-factor Authentication (MFA)
      • การสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
      • อีกข้อกังวลคือ ข้อมูลอยู่กับผู้ให้บริการ ถ้าผู้ให้บริการมีปัญหา เราก็ได้รับผลกระทบได้ จึงต้องมั่นใจว่าข้อมูลหรือระบบ ERP ของเราต้องอยู่กับผู้ให้บริการคลาวด์ที่มีความน่าเชื่อถือ
    คำแนะนำของผม
    • ถ้าเราเป็นองค์กร SME ทั่วไป และไม่มีทีมเจ้าหน้าที่ไอที การเลือกใช้งานระบบแบบ Cloud ERP ปลอดภัยกว่า
    • ถ้าเรามีข้อมูลที่ต้องปฎิบัติตามกับกฎหมายหรือข้อกำหนดเฉพาะ (เช่น PDPA, HIPAA) การเลือกใช้งานระบบแบบ Virtual Private Cloud หรือแบบ On-Prem
    • ถ้าเป็นหน่วยงานราชการหรือธนาคารจะเลือกใช้งานระบบแบบ On-Prem หรือแบบ Virtual Private Cloud เท่านั้น
    • ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมพนักงานเรื่องความปลอดภัย (Security Awareness) เพราะจุดอ่อนที่สุดมักเป็นคนใช้งาน ไม่ใช่เทคโนโลยี

  3. ด้านความยืดหยุ่น (Flexibility)
    • แบบ On-Premises ปรับแต่งได้เกือบทุกอย่างตามต้องการ ถ้าต้องการเพิ่มฟีเจอร์พิเศษ เปลี่ยนแปลงขั้นตอนการทำงาน (Workflow) หรือการเชื่อมต่อ (Integrate) กับระบบอื่นๆ ก็ทำได้อย่างอิสระแต่ข้อเสียคือ
      • ต้องมีทีมพัฒนาที่ดี (Developer) หรือจ้างที่ปรึกษา ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง
      • การปรับแต่งมากเกินไปทำให้ยากต่อการอัปเกรดในอนาคต
      • การขยายระบบ (Scale Up) ต้องซื้อเครื่องใหม่ ใช้เวลานานในการสั่งซื้ออุปกรณ์
      จากประสบการณ์ที่ผ่านมาผมเคยเห็นบริษัทที่ปรับแต่งระบบมากเกินไป จนเวลาโปรแกรม ERP ออกเวอร์ชันใหม่ กลายเป็นว่าไม่สามารถอัปเกรดได้ ต้องใช้เวอร์ชันเก่าต่อไปเรื่อยๆ จนในที่สุดต้องเปลี่ยนระบบใหม่ทั้งหมด
    • แบบ Cloud ERP ยืดหยุ่นในแบบที่ต่างออกไป เราปรับแต่งได้น้อยกว่าแบบ On-Prem แต่ได้ความยืดหยุ่นในด้านอื่นๆ เช่น
      • การขยายระบบเพิ่มขึ้นหรือลดลง (Scale Up/Down) ได้ง่าย ทำได้โดยการใช้งานตามจำนวนผู้ใช้งานของระบบ ขึ้นอยู่กับรูปแบบการคิดค่าบริการของผู้ให้บริการคลาวด์
      • สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ ทั้งในออฟฟิศ ที่บ้าน ผ่านทางอินเทอร์เน็ต
      • สามารถอัปเดทได้อัตโนมัติ ได้ฟีเจอร์ใหม่ๆ โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม
      • สามารถเปิดสาขาใหม่ง่าย ไม่ต้องติดตั้งระบบใหม่เพราะใช้งานระบบอยู่บนคลาวด์
      ซึ่งระบบคลาวด์สมัยใหม่มีรองรับการเชื่อมต่อผ่านทาง API สามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ ได้ไม่ยากนัก แต่ถ้าต้องการปรับแต่งลึกๆ อาจมีข้อจำกัดบ้าง
    คำแนะนำของผม
    • ถ้าธุรกิจของเรามีกระบวนการที่ซับซ้อนมาก มีขั้นตอนและกระบวนการเฉพาะการเลือกใช้งานแบบ On-Prem เหมาะสมกว่า
    • ถ้าธุรกิจของเราเติบโตเร็ว มีพนักงานทำงานหลายที่ หรือมีแผนขยายสาขา การใช้งานระบบคลาวด์เหมาะสมกว่า
    • ถ้าอยากได้ทั้งสองอย่าง พิจารณาแบบ Hybrid Model
  4. ด้านค่าใช้จ่าย (Cost Breakdown)
    ลองเปรียบเทียบในมุมของค่าใช้จ่าย เพราะคนส่วนมากมองแค่ค่าซอฟต์แวร์ แต่ความจริงมีค่าใช้จ่ายแฝงอีกมาก
    • แบบ On-Premises มีค่าใช้จ่ายโครงสร้างค่าใช้จ่ายดังนี้
      • ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น (Capital Expenditure หรือ CapEx)
        • ค่าเซิร์ฟเวอร์และฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องมีค่าใช้จ่ายราว 1 - 5 ล้านบาท
        • ค่าซอฟต์แวร์ ERP มีค่าใช้จ่ายราว 2 - 8 ล้านบาท (ขึ้นอยู่กับโมดูลและจำนวนผู้ใช้)
        • ค่าติดตั้งระบบเครือข่ายมีค่าใช้จ่ายราว 5 แสน - 2 ล้านบาท
        • ค่าปรับปรุงห้องเซิร์ฟเวอร์ (ระบบปรับอากาศ และระบบไฟสำรอง) มีค่าใช้จ่ายราว 3 แสน - 1 ล้านบาท
        • ค่าติดตั้งและปรับแต่งระบบให้เหมาะสมกับองค์กรของเรา มีค่าใช้จ่ายราว 1 - 5 ล้านบาท
        • ค่าฝึกอบรม มีค่าใช้จ่ายราว 2 – 5 แสนบาท
        รวมเริ่มต้น 5 - 20 ล้านบาท (สำหรับองค์กรขนาดกลาง 50 - 200 คน)
      • ค่าใช้จ่ายต่อปี (Operation Expenditure หรือ OpEx)
        • เงินเดือนเจ้าหน้าที่ไอทีจำนวน 2 - 4 คน มีค่าใช้จ่ายราว 1 - 2 ล้านบาท/ปี
        • ค่าไฟฟ้าและค่าสาธารณูปโภคของห้องเซิร์ฟเวอร์ มีค่าใช้จ่ายราว 1 – 3 แสนบาท/ปี
        • ค่าบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ (Software Maintenance) มีค่าใช้จ่ายราว 15 - 20% ของ License หรือประเมินว่ามีค่าใช้จ่าย 3 แสน - 1.6 ล้านบาท/ปี
        • ค่าบำรุงรักษาเครื่องฮาร์ดแวร์ (Hardware Maintenance) มีค่าใช้จ่ายราว 1 – 3 แสนบาท/ปี
        • ค่าอัพเกรดฮาร์ดแวร์ (ทุก 4 - 5 ปี) มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 2 – 5 แสนบาท/ปี
        • ค่าสำรองข้อมูลและศูนย์ข้อมูลสำรองในกรณีฉุกเฉิน (Disaster Recovery หรือ DR) มีค่าใช้จ่ายราว 1 – 5 แสนบาท/ปี
        รวมต่อปี 1.8 - 5 ล้านบาท
        ค่าใช้จ่ายรวม 5 ปีประมาณ 14 - 45 ล้านบาท หากคิดระยะเวลา 10 ปีรวม 23 - 70 ล้านบาท
    • แบบ Cloud ERP มีค่าใช้จ่ายโครงสร้างค่าใช้จ่ายดังนี้
      • ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น
        • ค่าติดตั้งและดำเนินงาน (Implementation) มีค่าใช้จ่ายราว 5 แสน - 2 ล้านบาท
        • ค่าย้ายข้อมูล (Data Migration) มีค่าใช้จ่ายราว 2 – 8 แสนบาท
        • ค่าฝึกอบรม มีค่าใช้จ่ายราว 1 – 3 แสนบาท
        • ค่าปรับแต่งระบบ (Customization) ถ้ามีใช้งาน จะมีค่าใช้จ่ายราว 3 แสน - 1 ล้านบาท
        รวมเริ่มต้น 1.1 - 4.1 ล้านบาท
      • ค่าใช้จ่ายต่อปี
        • ค่าเช่าใช้งานระบบ (Subscription) ประเมินเอาไว้ที่ 50 ผู้ใช้งาน x 3,000 บาท/เดือน จะมีค่าใช้จ่ายราว 1.8 ล้านบาท/ปี
        • เงินเดือนทีมเจ้าหน้าที่ไอที จำนวน 1 - 2 คน จะมีค่าใช้จ่ายราว 5 แสน - 1 ล้านบาท/ปี
        • ค่าสนับสนุนหลังการขาย (Support) เพิ่มเติม จะมีค่าใช้จ่ายราว 1 – 3 แสนบาท
        • ค่าปรับแต่งระบบและเชื่อมต่อในการใช้งาน จะมีค่าใช้จ่ายราว 2 – 5 แสนบาท/ปี
        รวมต่อปี 2.6 - 3.6 ล้านบาท
        ค่าใช้จ่ายรวม 5 ปีประมาณ 14 - 22 ล้านบาท หากคิดระยะเวลา 10 ปีรวม 27 - 40 ล้านบาท
    • การวิเคราะห์เปรียบเทียบ
      จากตัวเลขข้างต้น (สำหรับองค์กร 50 users)
      • ปีที่ 1 - 2 แบบ Cloud ถูกกว่ามาก เพราะไม่ต้องลงทุนเริ่มต้นสูง
      • ปีที่ 3 - 5 ค่าใช้จ่ายทั้งสองแบบเริ่มใกล้เคียงกัน
      • ปีที่ 6 เป็นต้นไป แบบ On-Prem เริ่มคุ้มค่ากว่า ยิ่งใช้นานยิ่งคุ้ม
      แต่อย่าลืมคิดค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost)
      • เงินก้อนใหญ่ที่เอาไปลงทุนแบบ On-Prem อาจนำไปลงทุนอย่างอื่นได้
      • เวลาของทีมไอทีที่เอาไปดูแลเครื่องเซิร์ฟเวอร์ อาจทำงานอื่นที่สร้างมูลค่าได้ และปัญหาการลาออกของเจ้าหน้าที่ไอที
    คำแนะนำของผม
    • ถ้ามีเงินลงทุนเริ่มต้นและมั่นใจใช้ระยะยาว การเลือกใช้งานแบบ On-Prem คุ้มค่ากว่า
    • ถ้าต้องการรักษากระแสเงินสด (Cash Flow) ที่ดีกว่า การเลือกใช้งานแบบคลาวด์เหมาะกว่า
    • พิจารณาว่าเงินก้อนนั้นจะเอาไปทำอะไรได้บ้าง ถ้ามีโอกาสลงทุนอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าการใช้งานแบบคลาวด์อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
  5. ปัจจัยอื่นๆ ที่ควรพิจารณา
    • ความพร้อมของอินเทอร์เน็ต
      • แบบ Cloud ERP ต้องพึ่งอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก ถ้าอินเทอร์เน็ตล่ม เราจะทำงานไม่ได้เลย ดังนั้นต้องพิจารณาเรื่องของอินเทอร์เน็ตสำรอง (Backup Internet Line), การเลือกใช้งานแบบออฟไลน์ในบางส่วน (ถ้าทำได้) การวางแผนสำรองฉุกเฉิน (Contingency Plan) รวมไปถึงการเลือกใช้งานเทคโนโลยี SD-WAN เพื่อเพิ่มความเสถียรของระบบอินเทอร์เน็ต
      • แบบ On-Prem ทำงานได้แม้ไม่มีอินเทอร์เน็ต (ถ้าใช้เฉพาะภายในองค์กร) เหมาะกับพื้นที่ที่อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร
    • ความสามารถของทีมไอที
      • แบบ Cloud ERP ต้องการทีมไอทีที่รู้เรื่องการเชื่อมต่อและการใช้งานระบบคลาวด์ไม่จำเป็นต้องเก่งด้าน infrastructure มาก
      • แบบ On-Prem ต้องการทีมไอทีที่มีความรู้หลากหลาย ตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ ระบบเครือข่าย ระบบฐานข้อมูล รวมไปถึงระบบรักษาความปลอดภัยซึ่งหายากและราคาแพง การเลือกใช้งานคลาวด์จะช่วยลดภาระได้มาก
    • การเติบโตของธุรกิจ
      • ธุรกิจที่เติบโตเร็ว เหมาะกับแบบ Cloud ERP เพราะขยายระบบได้ง่าย เริ่มต้นอาจจะมีผู้ใช้งาน 50 คน ในอีก 6 เดือนข้างหน้าอาจจจะขยายเป็น 80 คนก็เพียงแค่ซื้อเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้ใช้งาน
      • ธุรกิจที่มีขนาดคงที่ แบบ On-Prem อาจคุ้มค่ากว่า เพราะไม่ต้องจ่ายค่าเช่าใช้ (subscription) ไปเรื่อยๆ 
    • การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนด (Compliance & Regulations)
      ในบางอุตสาหกรรมมีข้อกำหนดเฉพาะ เช่น
      • ธุรกิจการเงินและการธนาคาร ต้องเก็บข้อมูลในประเทศ
      • หน่วยงานราชการ ต้องเก็บข้อมูลในประเทศ
      ในกรณีนี้ ต้องเลือก On-Prem หรือ Private Cloud ในประเทศเท่านั้น
    • ศูนย์ข้อมูลสำรอง (Disaster Recovery)
      • แบบ Cloud ERP มีระบบสำรองข้อมูลและศูนย์ข้อมูลสำรองที่ดีกว่า ข้อมูลถูกจัดเก็บเอาไว้หลายที่ตามการออกแบบของผู้ให้บริการคลาวด์ ในกรณีที่มีภัยพิบัติสามารถกู้คืนระบบได้เร็ว เพราะมีการออกแบบระบบให้รองรับเรื่องเหล่านี้เอาไว้แล้ว
      • แบบ On-Prem เราต้องลงทุนทำศูนย์ข้อมูลสำรองเอง (หรืออาจจะเช่าคลาวด์สำหรับเป็นศูนย์ข้อมูลสำรอง) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ในบริษัทที่เป็น SME จะไม่สามารถดำเนินการได้เลยทั้งด้านทุนทรัพย์และด้านเจ้าหน้าที่ไอที

สรุปเป็นตารางเปรียบเทียบได้ดังนี้
ปัจจัย แบบ On-Premises แบบ Cloud ERP
ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น สูงมาก (5 - 20 ล้าน) ต่ำ (1 - 4 ล้าน)
ค่าใช้จ่ายรวม 10 ปี ต่ำกว่า (23 - 70 ล้าน) สูงกว่า (27 - 40 ล้าน)
กระแสเงินสด (Cash Flow) ลงทุนสูงในช่วงแรก มีการกระขายการซื้อ ชำระตามที่ใช้งานจริง
การควบคุมข้อมูล สามารถควบคุมได้ 100% ควบคุมได้น้อยกว่า
ความปลอดภัย (องค์กรขนาด SME) ขึ้นกับความสามารถของทีมไอที มาตรฐานสูง
ความปลอดภัย (องค์ขนาดกรใหญ่) ควบคุมได้ดีกว่า ขึ้นกับผู้ให้บริการคลาวด์
การปรับแต่ง (Customized) ยืดหยุ่นมาก จำกัดกว่า
การขยายระบบ (Scale Up/ Scale Down) ช้า ต้องซื้อเครื่องใหม่ เร็ว แค่ปรับ License
การเข้าถึงข้อมูล เฉพาะในองค์กร ทุกที่ทุกเวลา
การอัปเดทระบบ ต้องทำเอง มีค่าใช้จ่าย อัตโนมัติ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
ความต้องการทีมไอที ต้องการทีมที่แข็งแกร่ง ต้องการน้อยกว่า
ความเสี่ยงจากอินเทอร์เน็ต ไม่ขึ้นกับอินเทอร์เน็ต ต้องพึ่งอินเทอร์เน็ต
(สามารถลดความเสี่ยงโดยการใช้งาน
อินเทอร์เน็ตหลายช่องทางผ่าน SD-WAN)
ศูนย์ข้อมูลสำรอง (Disaster Recovery) ต้องลงทุนเอง
(สามารถเลือกใช้งานศูนย์ข้อมูล
สำรองผ่านระบบคลาวด์ได้)
มีให้อยู่แล้ว
(ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการคลาวด์)
ระยะเวลาการติดตั้งระบบ ราว 6 - 12 เดือน ราว 2 - 6 เดือน
การปฎิบัติตามข้อกำหนด (Compliance) ควบคุมได้เต็มที่ ขึ้นกับผู้ให้บริการคลาวด์

แล้วเราจะเลือกใช้งานระบบ ERP อย่างไรดี?

ผมขอแนะนำการใช้งานดังนี้
  • เลือกใช้งานแบบ On-Premises เมื่อ
    • มีเงินลงทุนเริ่มต้นเพียงพอ และวางแผนใช้งานอย่างน้อย 7 - 10 ปี 
    • มีข้อมูลที่อ่อนไหวมาก หรือต้องทำตามกับกฎหมายหรือข้อกำหนดเฉพาะของอุตสาหกรรมนั้น เช่น ธนาคาร, โรงพยาบาล หรือหน่วยงานราชการ
    • มีทีมไอทีที่มีความสามารถสูง
    • ต้องการปรับแต่งระบบอย่างลึกซึ้ง
    • อินเทอร์เน็ตในพื้นที่ไม่เสถียร
    • เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีกระบวนการซับซ้อน
  • เลือก Cloud ERP เมื่อ
    • งบประมาณเริ่มต้นจำกัด
    • ต้องการเริ่มใช้งานเร็ว (ภายใน 3 - 6 เดือน) 
    • ธุรกิจเติบโตเร็ว หรือมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย
    • มีพนักงานทำงานหลายสาขาหรือทำงานได้ทุกที่ (Remote Work)
    • ไม่มีทีมไอทีที่แข็งแกร่ง
    • ต้องการฟีเจอร์ใหม่ๆ อยู่เสมอ
    • เป็นบริษัทขนาด SME ที่ต้องการลดต้นทุนด้านระบบไอที
    • ต้องการระบบที่ทันสมัยและเชื่อมต่อได้ง่าย
  • เลือกใช้งานแบบ Hybrid เมื่อ
    • ต้องการประโยชน์จากทั้งสองแบบ 
    • มีข้อมูลบางส่วนที่อ่อนไหวมาก (เก็บแบบ On-Prem) และข้อมูลทั่วไป (เก็บแบบคลาวด์) 
    • มีสาขาหลายแห่ง แต่ต้องการควบคุมข้อมูลส่วนกลาง 
    • กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากแบบ On-Prem ไปแบบ Cloud ERP
    • เลือกใช้งานบางระบบบนคลาวด์ บางระบบใช้งานแบบ On-Premise โดยไม่เกี่ยวเนื่องกัน
โดยอาจจะอ้างอิงจากกรณีศึกษาในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น
  1. โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์
    • เลือกใช้งานแบบ On-Premises
    • เหตุผล มีการผลิตที่ซับซ้อน ต้องการปรับแต่งระบบมาก อินเทอร์เน็ตในนิคมอุตสาหกรรมไม่เสถียร หากอินเทอร์เน็ตใช้งานไม่ได้จะกระทบต่อการผลิตในโรงงาน
    • ผลลัพธ์ ใช้งานได้ดี แต่ต้นทุนเริ่มต้นสูงมาก
    How-To-ERP_003.png
  2. บริษัททำธุรกิจแบบ E-commerce
    • เลือกใช้งานแบบ Cloud ERP
    • เหตุผล เติบโตเร็วมาก ต้องมีการเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ เข้าด้วยกัน
    • ผลลัพธ์ สามารถขยายระบบได้ง่าย เพิ่ม/ลดจำนวนการใช้งานได้
  3. โรงพยาบาลเอกชน
    • เลือกใช้งานแบบ Virtual Private Cloud ในประเทศ
    • เหตุผล ข้อมูลผู้ป่วยอ่อนไหวมาก ต้องรองรับตามกับกฎหมาย แต่ต้องการเข้าถึงข้อมูลจากหลายสาขา
    • ผลลัพธ์ ได้ทั้งความปลอดภัยและความยืดหยุ่น แต่ค่าใช้จ่ายสูงกว่าแบบ Public Cloud ทั่วไป

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย เมื่อพิจารณาเลือกใช้งานระบบ ERP มีดังนี้

  1. คิดแค่ราคาซอฟต์แวร์ ไม่คิดค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
  2. ไม่คำนวณ Total Cost of Ownership (TCO) คิดเฉพาะเงินลงทุนเริ่มต้นเพียงอย่างเดียว
  3. ไม่พิจารณาความพร้อมของทีมไอทีเลือกแบบ On-Prem แต่ไม่มีคนดูแลที่ดี รวมไปถึงการขาดความต่อเนื่องในการดูแลหากเจ้าหน้าที่ไอทีลาออกจากบริษัท
  4. ต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการภายในบางส่วนให้รองรับกับการทำงานของระบบ ERP
  5. ไม่มีแผนสำรอง หรือแผนฉุกเฉินกรณีไม่สามารถใช้งานระบบ ERP ได้ ซึ่งรวมทั้งแบบ On-Prem และแบบ Cloud ERP
  6. ไม่ประเมินถึงอนาคต เลือกแบบที่ใช้ได้แค่ตอนนี้ พอธุรกิจเติบโต ระบบไม่รองรับ

สำหรับการเลือกระหว่างแบบ On-Premises และแบบ Cloud ERP ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องแบบเดียวสำหรับทุกคน คำตอบที่ดีที่สุดคือคำตอบที่เหมาะกับองค์กรของเรา
  1. วิเคราะห์ให้ครอบคลุม ดูทั้งต้นทุน ความปลอดภัย ความยืดหยุ่น และอนาคตของธุรกิจ
  2. คุยกับผู้ใช้จริง หาบริษัทที่ใช้ระบบจริงมาพูดคุย
  3. ทดลองใช้งาน (Trial) หรือทำ Proof of Concept ก่อนตัดสินใจ
  4. ประเมินค่าใช้จ่ายคิดในระยะยาว อาจจะพิจารณาการใช้งานสัก 5 - 10 ปี
  5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หาที่ปรึกษาที่เป็นกลาง เพราะระบบ ERP เป็นการใช้งานทั้งองค์กร
  6. เตรียมองค์กร ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน การเตรียมคนสำคัญที่สุด
  7. มีแผนสำรองถ้าเลือกผิด จะทำอย่างไร? มีทางออกหรือไม่?

สำหรับการใช้งานแบบ Cloud ERP กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในองค์กรขนาด SME เพราะลดความเสี่ยง ลดต้นทุนเริ่มต้น และยืดหยุ่นกว่า แต่สำหรับองค์กรใหญ่หรือองค์กรที่มีข้อกำหนดพิเศษ การใช้งานแบบ On-Prem ยังคงมีบทบาทสำคัญ ซึ่งอนาคตน่าจะเป็น Hybrid Model ที่ผสมผสานจุดแข็งของทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน ใช้แบบ Cloud ERP สำหรับงานทั่วไปและแบบ On-Prem สำหรับข้อมูลที่สำคัญและมีข้อกำหนดสุดท้ายนี้ อย่าลืมว่า ERP เป็นเครื่องมือเท่านั้น จุดประสงคำสำคัญคือการทำให้ธุรกิจดีขึ้น ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ถ้าไม่เหมาะกับองค์กร ก็ไม่ได้ผล

อ้างอิง:
  • ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) คืออะไร? แล้วจะมาช่วยธุรกิจได้อย่างไร? https://www.ksc.net/TH/km.aspx?id=43 
  • คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) คืออะไร? แตกต่างกันบริการโฮสติ้ง หรือบริการอื่นๆ อย่างไร? https://www.ksc.net/TH/km.aspx?id=21 
  • จะสำรองข้อมูลอย่างไรให้ปลอดภัย และเพียงพอเพื่อป้องกัน Ransomware ที่อาจจะโจมตีได้ https://www.ksc.net/TH/km.aspx?id=15 
  • เราจะนำคลาวด์มาใช้ในองค์กรอย่างไรได้บ้าง? มีอะไรต้องคำนึงถึงบ้าง? https://www.ksc.net/TH/km.aspx?id=22 
  • คลาวด์คอมพิวติ้งแบบไหนที่เหมาะกับองค์กรของเรา? Local Cloud, Regional Cloud และ Global Cloud แตกต่างกันอย่างไร? แบบไหนถึงจะเหมาะสมกับเรา https://www.ksc.net/TH/km.aspx?id=23
  • ทุกองค์กรต้องทำ BCP (Business Continuity Plan) หรือไม่ หากไม่ทำจะเป็นอย่างไร https://www.ksc.net/TH/km.aspx?id=16 
  • Cloud-Based ERP System For Small Business- Find The Best One https://www.bdtask.com/blog/cloud-based-erp-system-for-small-business
  • ERP Software for Manufacturing: 15 Best Systems in 2026 https://www.kladana.com/blog/erp/manufacturing-erp-software/