เมื่อเราใช้งานคลาวด์มาระยะหนึ่งแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าการใช้งานคลาวด์ของเราอะไรต้องปรับปรุงหรือไม่? แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร? บทความนี้จะมาอธิบายเรื่องเหล่านี้กัน...
เราจะรู้ได้อย่างไร? ว่าเราคอนฟิกเอาไว้ดีหรือยัง?
การคอนฟิกระบบคลาวด์นั้น ขอแบ่งรูปแบบการจัดการออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
-
ระบบคลาวด์จากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Global Cloud หรือ Regional Cloud โดยมากมักจะมีเครื่องมือในการบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องมาให้อยู่แล้ว ผมขอยกตัวอย่างเช่น Microsoft Azure ก็จะมี Azure Advisor หรือ Amazon AWS ก็จะมี AWS Trusted Advisor ที่เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ ซึ่งจะแบ่งรูปแบบของการตรวจสอบออกเป็น
- ด้าน Reliability หรือ Fault Tolereance เป็นการแนะนำให้ระบบมีเสถียรภาพมากขึ้น เช่น การคอนฟิกระบบที่สำคัญให้มีระบบสำรอง
- ด้าน Security เป็นการแนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัย การตรวจสอบช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ มีการอัปเดทหรือไม่
- ด้าน Performance เป็นการแนะนำให้ระบบการใช้งานมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นรวดเร็วขึ้น เช่น การทำระบบแคช หรือที่เรียกกันว่า Content Delivery Network (CDN) เพื่อให้ผู้ใช้งานสามีถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่ายได้ เป็นต้น
- ด้าน Operational Excellence เป็นการทำให้ระบบมีประสิทธิภาพ ทำตามข้อแนะนำของผู้ให้บริการ (Best practices) ซึ่งโดยมากแล้วจะอ้างอิงจากมาตรฐานสากล ยกตัวอย่างเช่น PCI-DSS สำหรับมาตรฐานผู้ให้บริการบัตรเครดิต, HIPAA สำหรับโรงพยาบาล หรือแม้กระทั่ง OWASP สำหรับผู้พัฒนาเว็บ เป็นต้น
-
ด้าน Cost หรือ Cost Optimization เป็นคำแนะนำในการประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น เครื่องเซิร์ฟเวอร์นี้มีขนาดใหญ่เกินไป สามารถลดขนาดลงได้เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
โดยในรูปแบบนี้ ระบบคลาวด์ของผู้ให้บริการได้มีเครื่องมือให้อยู่แล้ว แต่ผู้ใช้บริการมีหน้าที่ต้องดูแลและต้องจัดการเอาเอง ซึ่งโดยมากแล้วจะพบปัญหาว่าระบบแจ้งเตือนมาแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจว่าต้องทำอย่างไร แล้วการทำหรือแก้ไขไปแล้วทำได้ถูกต้องหรือไม่ หากแก้ไปแล้วระบบเสียหายใช้งานไม่ได้จะทำอย่างไร เพราะหากเราแก้ไขไปแล้วเกิดระบบเสียหาย หากเราเปิดเคสแก้ไข (เปิด Ticket) ทางผู้ให้บริการคลาวด์ก็มักจะตอบว่าเป็นปัญหาของผู้ใช้งานเอง และจะอ้างอิงจากล็อกของระบบแล้วบอกว่าเราไปแก้ไขเอง ไม่ได้เป็นปัญหาจากระบบ ทำให้เราไม่กล้าไปแก้ไขระบบตรงตามที่ระบบแนะนำ
-
ระบบคลาวด์ภายในประเทศหรือ Local Cloud ส่วนมากแล้วมักจะมีฟีเจอร์น้อยกว่า Global Cloud และ Regional Cloud เนื่องจากผู้ให้บริการจะนำซอฟต์แวร์สำเร็จรูปมาให้บริการ (โดยมากมักจะเป็นผลิตภัณฑ์ของ Vmware) ซึ่งจะมีฟีเจอร์ที่มีก็จะเหมือนกับที่ทาง Vmware ออกจำหน่าย สำหรับรูปแบบการให้บริการมักจะเป็นดังนี้
- การให้บริการแบบ Self Service หรือผู้ใช้งานบริหารการจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง ในที่นี้ผมขอยกตัวอย่างเป็น Vmware เนื่องจากผู้ให้บริการส่วนมากเป็น Vmware เป้นส่วนใหญ่ (มีผู้ให้บริการบางรายที่ใช้งานซอฟต์แวร์อื่นๆ หรือพัฒนาต่อยอดจาก Open Source) หากองค์กรไหนมีการใช้งานผ่านทาง Vmware ก็จะมีความเข้าใจได้ไม่ยาก แต่การบริหารจัดการบนระบบจะดำเนินการผ่านทาง Vmware vCloud ซึ่งเป็นคนละส่วนกับ Vmware vCenter ที่ไอทีส่วนมากคุ้นเคยกัน เนื่องจากส่วนของ Vmware vCenter ทึ่สามารถจัดการได้ทุกอย่างจะสงวนเอาไว้สำหรับผู้ดูแลระบบคลาวด์สำหรับผู้ให้บริการ ดังนั้นฟีเจอร์บางอย่างจะไม่สามารถใช้งานได้เอง
- การให้บริการแบบ Managed Service หรือการบริหารจัดการให้ ส่วนมากผู้ให้บริการคลาวด์ภายในประเทศจะมีบริการส่วนนี้ โดยบริการลักษณะนี้ผู้ให้บริการภายในประเทศจะให้บริการเพิ่มเติมขึ้นมา ซึ่งผู้ให้บริการคลาวด์จากต่างประเทศมักจะไม่ได้ให้บริการใน่ส่วนนี้ แต่จะให้ตัวแทนหรือบริษัทรับดูแลไอทีช่วยทำให้ (หรือที่เราเรียกว่า System Integrator หรือ SI) เนื่องจากมีความซับซ้อนในการเชื่อมต่อระบบเข้ากับระบบที่ใช้งานอยู่ และบริษัทที่ดุแลด้านไอทีมีความเข้าใจในระบบของลูกค้าเป็นอย่างดีอยู่แล้วนั่นเอง
เนื่องจากข้อจำกัดด้านระบบของคลาวด์ภายในประเทศ ที่เป็นการนำระบบมาให้บริการไม่ได้มีเครื่องมือในการแนะนำดังกล่าว การให้บริการคลาวด์ในประเทศจะขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการคลาวด์เป็นหลัก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย “Cloud First Policy” (อ่านได้ในบทความนี้) ที่หน่วยงานราชการได้กำหนดตามมาตรฐานสากล (International Standard Organization หรือ ISO) ก็เป็นแนวทางในการเลือกใช้งานคลาวด์จากผู้ให้บริการในประเทศ หรือคิดง่ายๆ ว่า หากผู้ให้บริการคลาวด์ในประเทศต้องการความน่าเชื่อถือก็ต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานตรวจสอบภายนอกนั่นเอง
แล้วเราจะต้องทำอย่างไร?
จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะใช้งานคลาวด์จากผู้ให้บริการในประเทศหรือต่างประเทศ ซึ่งที่จำเป็นคือ “ความรู้ ความสามารถ” ในการบริหารจัดการคลาวด์ เปรียบเสมือนกับหากเราจะขับรถยนต์ ก็ต้องไปเรียนการขับรถยนต์ก่อน แต่ถ้าเราไม่อยากขับรถยนต์เองก็เลือกผู้ให้บริการรถยนต์ที่น่าเชื่อถือ ได้รับการรับรอง มีความรู้ความสามารถในการขับรถได้ดีนั่นเอง หรือหากการเปรียบเทียบกับการขับรถยนต์อาจจะไม่เห็นภาพชัดเจนมากนัก ลองเปลี่ยนจากรถยนต์เป็นเครื่องบินก็พอจะเห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น โดยผมขอให้แนวทางการเลือกใช้งานคลาวด์ดังนี้
-
เลือกผู้ให้บริการคลาวด์ที่น่าเชื่อถือ โดยแบ่งย่อยๆ ได้เป็น
- ผู้ให้บริการคลาวด์จากต่างประเทศ (Global Cloud และ Regional Cloud) โดยมากจะมีเครื่องมือมาให้ครบถ้วนอยู่แล้ว มีมาตรฐานสากลรองรับ อาจจะต้องพิจารณาข้อกำหนดด้านกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ เพิ่มเติม
- ผู้ให้บริการคลาวด์ในประเทศ พิจารณาตามกรอบของนโยบาย “Cloud First Policy” สำหรับผู้ให้บริการคลาวด์ในประเทศ
-
การบริหารจัดการระบบ เนื่องจากคลาวด์เป็นเพียงรูปแบบการใช้งานเท่านั้น จำเป็นต้องมีผู้ดูแลระบบ
- พัฒนาผู้ดูแลระบบภายในองค์กรเอง โดยการส่งไปอบรมและสอบใบรับรอง (หรือที่เรามักจะเรียกว่า “สอบใบ Certificated”) เอง โดยมากมักจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่และมีทรัพยากรเพียงพอในการบริหารจัดการเองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งผู้ให้บริการภายนอก
- จ้างผู้ดูแลระบบจากภายนอก หรือบริการที่ปรึกษา เนื่องจากหากพัฒนาเองจะมีค่าใช้จ่ายที่สูง และในบางครั้งเมื่อส่งอบรมและสอบได้ใบรับรองแล้ว พนักงานเหล่านี้ก็อาจจะลาออกได้ การจ้างผู้ดูแลจากภายนอกจะเป็นการลดความเสี่ยงดังกล่าวไป (หรือที่เราเรียกกันว่า “Outsource” นั่นเอง)
โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าทั้งสองส่วนมีความสำคัญไม่แพ้กัน อาจจะลองคิดเล่นๆ ว่า “ถ้าระบบดี แต่ผู้ดูแลระบบทำไม่เป็นจะเป็นอย่างไร” หรือ “ระบบไม่ดี แต่ผู้ดูแลระบบเก่ง ระบบโดยรวมก็ไม่อาจจะดีได้ เพราะเครื่องไม้เครื่องมือไม่พร้อม” ดังนั้นทั้งสองอย่างจึงต้องมาควบคู่กัน หรือหลักคิดง่ายๆ “ระบบต้องดี และคนดูแลต้องเก่ง หากคนไม่เก่งก็จ้างคนเก่งมาช่วยได้” ซึ่งการพิจารณาดูว่าคนเก่งหรือไม่ก็ดูได้จากประสบการณ์และใบรับรอง ยิ่งมีมากก็แสดงว่าเก่งมากนั่นเอง หรือหากระบบไม่ดีก็สามารถย้ายไประบบที่ดีกว่าได้ เพราะทุกอย่างบนคลาวด์สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดนั่นเอง ซึ่งเป็นข้อดีของคลาวด์และการใช้งานระบบไอทีในปัจจุบันที่องค์กรต้องปรับตัวนั่นเอง...
เอกสารอ้างอิง: