ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) คืออะไร? แล้วจะมาช่วยธุรกิจได้อย่างไร?

เราอาจจะเคยได้ยินระบบ ERP หรือ Enterprise Resource Planning กันมาบ้างไม่มากก็น้อย แล้วระบบ ERP คือระบบอะไร? เข้ามาช่วยธุรกิจได้อย่างไร? ในบริษัทขนาดใหญ่มีการบริหารจัดการได้อย่างไร? แล้วบริษัทของเราจำเป็นต้องใช้งานระบบ ERP แล้วหรือยัง? บทความนี้จะอธิบายเรื่องเหล่านี้ไปด้วยกัน...

ERP_001.png

ก่อนอื่นเลย ลองนึกภาพกระบวนการทำงานในองค์กรแต่ละองค์กร ก็จะพบว่าขั้นตอนการทำงานของแต่ละองค์กรไม่เหมือนกัน ผมขอยกตัวอย่างธุรกิจคร่าวๆ เช่น
  1. ร้านอาหาร ขั้นตอนเริ่มต้นจากการจองคิวล่วงหน้า (ถ้ามี) เมื่อลูกค้าเข้ามาที่ร้านมีการสั่งอาหารที่โต๊ะ รายการอาหารต้องส่งต่อไปที่ครัว เมื่อครัวทำอาหารเสร็จต้องเสิร์ฟอาหารที่โต๊ะ จากนั้นก็ชำระค่าบริการ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะต้องรวมไปถึงการจัดการวัตถุดิบ การคำนวณปริมาณวัตถุดิบต่างๆ รวมไปถึงการทำบัญชี และการบันทึกเวลาเข้าออกของพนักงาน เป็นต้น หากเป็นร้านขนาดไม่ใหญ่มากก็ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบเข้ามาช่วยเหลือ แต่ถ้าร้านมีขนาดใหญ่ มีจำนวนโต๊ะหลายสิบโต๊ะ หรือมีหลายสาขาแล้วจะบริหารจัดการได้อย่างไร?
  2. โรงงานการผลิต ขั้นตอนเริ่มจากทีมขายรับออเดอร์การผลิตจากลูกค้า ต้องคำนวณวันผลิตเพื่อให้ตรงกับวันส่งมอบสินค้า รวมไปถึงการคำนวณวัตถุดิบที่ต้องใช้งานว่าต้องใช้จำนวนเท่าไหร่? มีระยะเวลาการส่งวัตถุดิบเป็นอย่างไร? มีระยะเวลาการส่งสินค้าเป็นอย่างไร? ใช้เวลาในการผลิตนานแค่ไหน? มีการตรวจสอบคุณภาพสินค้าเป็นอย่างไร?
  3. ร้านค้าที่มีทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ เมื่อลูกค้าเลือกซื้อสินค้าและชำระเงิน จะต้องมีการตัดสต๊อกสินค้าออกไป แล้วเราจะต้องซื้อสินค้ามาเติมในสต๊อกเมื่อไหร่? จำนวนเท่าไหร่? มีสินค้าไหนค้างสต็อกมานานแล้ว ในกรณีสินค้าเป็นอาหารที่มีวันหมดอายุสินค้าไหนใกล้หมดอายุ (Aging) จะต้องจัดโปรโมชันเพื่อขายสินค้าเหล่านั้น สินค้าไหนขายดี สินค้าไหนมีการซื้อซ้ำบ่อยที่สุด ลูกค้ารายไหนที่มีการซื้อซ้ำและจะแนะนำให้ซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น (Upselling และ Cross Selling)
จากตัวอย่างคร่าวๆ จะเห็นได้ว่าการวางแผนต่างๆ จำเป็นต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยเหลือเพราะมีรายละเอียดปลีกย่อยจำนวนมากนั่นเอง ซึ่งระบบที่เข้ามาช่วยเหลือดังกล่าวคือระบบ Enterprise Resource Planning หรือ ERP นั่นเอง

ระบบ ERP คืออะไร?

ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) หรือ "ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร" เป็นระบบซอฟต์แวร์ที่รวมการทำงานของทุกแผนกในองค์กรเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเงิน บัญชี การผลิต คลังสินค้า ทรัพยากรบุคคล การขาย การจัดซื้อ หรือแม้กระทั่งการบริการลูกค้า ซึ่งระบบ ERP ถือว่าเป็นระบบศูนย์กลางของบริษัท ทำงานอยู่ในฐานข้อมูลเดียวกันทั้งองค์กร ทำให้ทุกคนในองค์กรมองเห็นข้อมูลเดียวกันและเป็นปัจจุบัน ลดการทำงานซ้ำซ้อนกัน

ประโยชน์ของระบบ ERP

เราสามารถสรุปประโยชน์ของระบบ ERP ได้ดังนี้
  1. การรวมศูนย์ข้อมูล เป็นประโยชน์หลักที่สำคัญที่สุด เมื่อข้อมูลทั้งหมดอยู่ในระบบเดียวกัน เราไม่ต้องเสียเวลาไล่หาข้อมูลจากหลายแผนก หรือประสบปัญหาข้อมูลไม่ตรงกันระหว่างแผนก บ่อยครั้งที่พบว่าข้อมูลในคลังสินค้า (Inventory) ไม่ตรงกับข้อมูลในระบบบัญชี ซึ่งเป็นปัญหาที่ร้ายแรงมากต้องมาไล่หาว่าสินค้าหายไปหรือไม่? มีการขโมยสินค้าไปหรือไม่? สินค้าตกหล่นที่ส่วนใด?
  2. ประสิทธิภาพในการทำงาน ลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ลดการป้อนข้อมูลซ้ำ และลดข้อผิดพลาดจากการป้อนข้อมูลแบบแมนนวล (Manual) ระบบจะทำงานอัตโนมัติได้หลายอย่าง เช่น เมื่อมีการขายสินค้า ระบบจะปรับยอดสต็อกทันที ออกใบแจ้งหนี้ บันทึกรายได้ และอัพเดทข้อมูลลูกค้าไปพร้อมกัน
  3. การตัดสินใจที่แม่นยำขึ้น เมื่อมีข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ ผู้บริหารสามารถดูรายงานแบบเรียลไทม์ และตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรอให้แผนกต่างๆ ส่งรายงานมา ซึ่งในบางครั้งการตัดสินใจก็ไม่ทันท่วงที เกิดความเสียหายไปแล้วนั่นเอง
  4. การควบคุมและตรวจสอบได้ดีขึ้น ระบบมีการบันทึกล็อกการทำงานทุกอย่าง ทำให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครทำอะไร เมื่อไร ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการทุจริตหรือความผิดพลาด
  5. การปรับตัวให้ทันการเติบโต เมื่อธุรกิจขยายตัว ระบบ ERP สามารถรองรับได้ไม่ว่าจะเพิ่มสาขา เพิ่มสายผลิตภัณฑ์ หรือขยายไปต่างประเทศ ไม่ต้องเปลี่ยนระบบใหม่ทั้งหมด
  6. ต่อยอดการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยระบบ AI เมื่อข้อมูลทุกอย่างอยู่ที่ส่วนกลางและเป็นข้อมูลแบบดิจิทัลแล้ว เราสามารถใช้ระบบ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตอบคำถามทางธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำนายยอดขาย (Forecast) การหาสินค้าไหนที่มีการซื้อซ้ำมากที่สุด สินค้าชิ้นไหนมีการรายงานปัญหาหลังการขายมากที่สุด สินค้าชิ้นไหนมีการสั่งซื้อไปคู่กันมากที่สุด รวมไปถึงการจัดแคมเปญที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย (Personalized Marketing) เป็นต้น

ความแตกต่างระหว่างระบบ ERP กับระบบ MRP

บางท่านอาจจะเคยได้ยินระบบ MRP หรือ Material Requirements Planning มาก่อน (โดยเฉพาะผู้ที่เคยเรียนบริหารธุรกิจ) และมีความสงสัยถึงความแตกต่างว่าต่างจากระบบ ERP อย่างไร ผมขออธิบายเอาไว้ดังนี้
  • ระบบ MRP (Material Requirements Planning) คือ ระบบวางแผนความต้องการวัตถุดิบ เกิดขึ้นก่อนระบบ ERP หลายสิบปี โดยเน้นไปที่การจัดการวัตถุดิบและการผลิตเป็นหลัก ระบบจะคำนวณว่าต้องสั่งวัตถุดิบอะไรบ้าง เมื่อไร และเท่าไร เพื่อให้ทันกับแผนการผลิต ซึ่งต่อมาได้มีการพัฒนาเป็น MRP II (Manufacturing Resource Planning) ที่ครอบคลุมการจัดการทรัพยากรการผลิตทั้งหมด รวมถึงเครื่องจักร แรงงาน และกำลังการผลิต
  • ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) เกิดจากการพัฒนาต่อยอดจาก MRP II โดยขยายความสามารถไปครอบคลุมทุกฟังก์ชันในองค์กร ไม่ใช่แค่การผลิตเพียงอย่างเดียว สามารถพูดได้ว่าระบบ MRP เป็นส่วนหนึ่งของระบบ ERP ก็ได้

ซึ่งความแตกต่างของทั้งสองระบบ สามารถสรุปได้ดังตารางดังนี้

หัวข้อ ระบบ MRP ระบบ ERP
ขอบเขตการทำงาน จำกัดเฉพาะการผลิตและวัตถุดิบ ครอบคลุมทั้งองค์กร
ฟีเจอร์หลัก
  • การวางแผนวัตถุดิบ
  • การจัดการสต็อก
  • การจัดตารางการผลิต
  • การควบคุมการผลิต
  • ทุกโมดูลของ MRP
  • การเงินและบัญชี
  • ทรัพยากรบุคคล
  • การขายและการตลาด
  • การจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship Management หรือ CRM)
  • จัดซื้อ
  • ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
  • บริการลูกค้า
กลุ่มผู้ใช้งานหลัก
  • แผนกผลิต
  • แผนกวางแผนการผลิต
  • แผนกคลังสินค้า
  • วิศวกรโรงงาน
  • ทุกแผนกในองค์กร
  • ผู้บริหารทุกระดับ
  • พนักงานทุกฝ่าย
การมองภาพรวมธุรกิจ มองเห็นเฉพาะกระบวนการผลิต มองเห็นภาพรวมทั้งองค์กร
เหมาะสำหรับ
  • โรงงานผลิตขนาดเล็ก-กลาง
  • ธุรกิจที่เน้นการผลิตเป็นหลัก
  • องค์กรขนาดกลาง-ใหญ่
  • ธุรกิจที่มีหลายสาขา
  • ธุรกิจที่ต้องการบูรณาการทุกแผนก

ข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจใช้ระบบ ERP

การเลือกใช้งานระบบ ERP จะต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ เหล่านี้
  1. ค่าใช้จ่าย การใช้งานระบบ ERP ไม่ใช่การลงทุนที่ถูก นอกจากค่าซอฟต์แวร์แล้ว ยังมีค่าปรับแต่งระบบ ค่าฝึกอบรมพนักงาน และค่าบำรุงรักษาประจำปี ต้องคำนวณความคุ้มค่าของการงทุน (Return of Investment หรือ ROI) ให้เหมาะสม
  2. ความพร้อมขององค์กร การนำระบบ ERP มาใช้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน พนักงานทุกคนต้องปรับตัว ผู้บริหารต้องให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่
  3. เวลาในการดำเนินการ โดยเฉลี่ยใช้เวลา 6 - 18 เดือน ขึ้นอยู่กับขนาดองค์กรและความซับซ้อนของระบบงาน ต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับช่วงเปลี่ยนผ่าน
  4. การเลือกผู้ให้บริการ – เลือกผู้ให้บริการที่มีประสบการณ์ เข้าใจการทำงานของธุรกิจของเรา เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีขั้นตอนและกระบวนการทำงานไม่เหมือนกัน ต้องมีการสนับสนุนหลังการขายที่ดี และมีแผนพัฒนาในอนาคต

สรุป
ระบบ ERP เป็นเครื่องมือสำหรับการบริหารจัดการองค์กรยุคใหม่ แม้จะมีต้นทุนสูงและต้องใช้เวลาในการปรับตัว แต่ถ้าใช้อย่างถูกต้อง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างมาก

จากประสบการณ์ผม องค์กรที่ประสบความสำเร็จในการใช้ระบบ ERP คือองค์กรที่เข้าใจว่านี่ไม่ใช่แค่การซื้อซอฟต์แวร์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร การลงทุนในคน กระบวนการ และเทคโนโลยีไปพร้อมกัน

ส่วนระบบ MRP นั้นยังคงมีบทบาทสำคัญสำหรับธุรกิจที่มุ่งเน้นการผลิต แต่ในโลกธุรกิจที่เชื่อมโยงกันมากขึ้นเรื่อยๆ การมองแค่ส่วนการผลิตอาจไม่เพียงพอ การมีระบบที่รวมทุกอย่างเข้าด้วยกันจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้นและรวดเร็วขึ้น ในบทความถัดไปจะอธิบายการเลือกใช้งานระบบ ERP ให้เหมาะสมกับธุรกิจของเรา

อ้างอิง: