DHCP คืออะไร

DHCP (Dynamic Host Configuration Protocol) เป็นโปรโตคอลที่ใช้เพื่อให้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ให้บริการทำการแจกจ่ายไอพีแอดเดรสให้แก่เครื่องไคลเอนต์ ในกรณีที่มีเครื่องไคลเอนต์เป็นจำนวนมาก การกำหนดไอพีแอดเดรสให้แต่ละเครื่อง (Static IP) นั้น หากไม่มีการควบคุมจะเกิดปัญหาไอพีแอดเดรสซ้ำกันได้ ซึ่งโปรโตคอล DCHP จะช่วยแจกไอพีแอดเดรสให้กับเครื่องไคลเอนต์โดยไม่ซ้ำกัน ทำให้ผู้ดูแลระบบไม่จำเป็นต้องกำหนดไอพีแอดเดรสให้กับเครื่องไคลเอนต์ทุกเครื่องซึ่งยากต่อการดูแล ทั้งนี้ หากต้องการแก้ไขไอพีแอดเดรสในอนาคต สามารถทำได้โดยง่ายเพราะกำหนดที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ DHCP เพียงเครื่องเดียวนั่นเอง



รูปที่ 1 แสดงขั้นตอนการทำงานของโปรโตคอล DHCP 

ข้อดีของ DHCP
เป็นโปรโตคอลที่ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถจัดการได้จากส่วนกลาง และกำหนดไอพีแอดเดรสให้กับเครื่องไคลเอนต์โดยอัตโนมัติ โดยเครื่องไคลเอนต์แต่ละเครื่องจะได้ไอพีแอดเดรสไม่ซ้ำกัน อีกทั้งยังติดตั้งง่าย และในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนไอพีแอดเดรสก็สามารถแก้ไขได้ที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ DHCP เพียงเครื่องเดียว 


รูปที่ 2 แสดงหน้าจอการคอนฟิกเครื่องเซิร์ฟเวอร์ DHCP บนระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows 2012 R2

ข้อเสียของ DHCP
เนื่องจากการกำหนดไอพีแอดเดรสเป็นการกำหนดแบบสุ่ม จึงไม่สามารถระบุเครื่องไคลเอนต์ที่ใช้งานได้ว่ามาจากเครื่องไคลเอนต์เครื่องใด ถึงแม้ว่าจะมีล็อกของ DHCP ที่ระบุเอาไว้ แต่ในล็อกจะบอกเพียงแค่หมายเลขประจำเครื่อง (MAC Address) ซึ่งไม่เพียงพอที่จะระบุผู้ใช้งานได้ตาม พรบ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ดังนั้น จะต้องใช้งาน DHCP ควบคู่กับระบบยืนยันตัวตนก่อนการใช้งานอินเทอร์เน็ต (หรือที่เรียกว่าระบบ Authentication) และในกรณีที่เครือข่ายมีขนาดใหญ่มากๆ การใช้งาน DHCP อาจจะไม่เหมาะสมเนื่องจากจะเกิด DHCP Broadcast จำนวนมากในตอนเช้า หากมีปริมาณมากๆ ก็จะทำให้ระบบเครือข่ายล่มได้ ดังนั้น การใช้งานโปรโตคอล DHCP มักจะเลือกใช้กับเน็ตเวิร์กบางส่วน เช่น ระบบเน็ตเวิร์กไร้สาย (Wireless Network) เป็นต้น

เอกสารอ้างอิง

Distributed Denial of Service (DDoS) คืออะไร 

Distributed Denial of Service (DDoS) คือการโจมตีรูปแบบหนึ่ง มักจะนำเครื่องมือที่จะใช้ในการโจมตีไปติดตั้งบนเครื่องที่ถูกเจาะไว้แล้วซึ่งมีจำนวนพอสมควร จากนั้นจึงระดมส่งข้อมูลในรูปแบบที่ควบคุมได้โดยผู้ควบคุมการโจมตีไปยังเหยื่อหรือเป้าหมายที่ต้องการ ซึ่งการโจมตีรูปแบบนี้มักก่อให้เกิดการใช้แบนด์วิธท่วม (หรือเรียกว่า Flood) ผู้อื่นไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ หรือทำให้ระบบที่ถูกโจมตีไม่มีทรัพยากรเหลือเพียงพอที่จะให้บริการผู้ใช้งานธรรมดาได้ ตัวอย่างรูปแบบการโจมตี DDoS ดังรูปที่ 1
 


รูปที่ 1 แสดงรูปแบบการโจมตี DDoS แบบ Smurf Attack

เครื่องมือที่ใช้โจมตีแบบ DDoS ใช้กันอย่างแพร่หลายมานานหลายปี และบรรดาผู้ผลิตต่างมีวิธีป้องกันการโจมตีดังกล่าว รูปแบบการโจมตีซึ่งเป็นที่นิยม ได้แก่ TCP-SYN flood, UDP flood, ICMP flood, Smurf Attack, Fraggle Attack เป็นต้น

ความเสียหายที่เกิดจากการโจมตีในรูปแบบ DoS

ความเสียหายที่เกิดจาก DoS ส่งผลต่อผู้ใช้งานแต่ละส่วนแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าการโจมตีมุ่งไปยังส่วนใดของระบบ แต่ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือระบบจะไม่สามารถให้บริการได้ และก่อให้เกิดความเสียหายในทางธุรกิจ เช่น การโจมตี DDoS ไปยังเครื่องอีเมลเซิร์ฟเวอร์ในองค์กร ส่งผลให้ผู้ใช้งานอีเมลไม่สามารถรับส่งอีเมลได้ เป็นต้น

การป้องกันการถูกโจมตีระบบเครือข่าย
  • การโจมตีที่เกิดขึ้นมักจะทำให้เกิดการใช้งานแบนด์วิธจนท่วม เช่น UDP flood หากทำการกรองแพ็คเกตที่ ISP ได้ ก็จะสามารถลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้
  • ติดตั้งฮาร์ดแวร์ที่มีความสามารถในการป้องกันการโจมตีแบบ DDoS ไว้ในเน็ตเวิร์กกับระบบที่ต้องการป้องกัน เช่น การติดตั้งอุปกรณ์ไฟร์วอลล์ที่มีความสามารถป้องกัน DDoS Protection ได้ เป็นต้น 
  • โดยปกติ การโจมตีแบบ DoS ผู้โจมตีมักโจมตีไปยังเป้าหมายโดยระบุเป็นไอพีแอดเดรสโดยตรง ไม่ได้ผ่านการทำชื่อโดเมน (DNS lookup) มาก่อน ดังนั้น เมื่อเกิดการโจมตีขึ้น ยังสามารถหาหนทางหลบหลีกการโจมตีดังกล่าวได้ 2 วิธีคือ 1) เปลี่ยนไอพีแอดเดรสเมื่อถูกโจมตี  2) เปลี่ยนไอพีแอดเดรสไปเรื่อยๆ แม้จะไม่ถูกโจมตี ซึ่งการกระทำทั้งสองรูปแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกัน ในรูปแบบแรกจะต้องมีระบบตรวจจับที่ดี สามารถแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบให้สามารถปรับเปลี่ยนไอพีแอดเดรสได้อย่างรวดเร็ว จะเห็นว่ามีช่องว่างระหว่างการดำเนินงานอยู่ แต่ยังมีข้อดีที่ผู้โจมตีจะไม่สามารถรู้เทคนิคนี้จนกว่าจะเริ่มโจมตี ส่วนวิธีที่สองจะมีความยากลำบากในการเริ่มโจมตีมากกว่า

BGP คืออะไร

BGP (Border Gateway Protocol) เป็นโปรโตคอลเลือกเส้นทางประเภท Exterior Gateway Routing ที่ใช้เพื่อการเชื่อมต่อเราท์เตอร์ (Router) และเครือข่ายที่อยู่ต่างโดเมน (Domain) กันบนอินเทอร์เน็ต โดยใช้โปรโตคอลแบบ TCP พอร์ตหมายเลข 179 เพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเราท์เตอร์ BGP ทั้งสอง (Peer Router)

จุดประสงค์ของการใช้ BGP 

1. BGP ให้ประโยชน์อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการเชื่อมต่อเครือข่ายต่างๆ รวมทั้งลูกค้า และผู้ให้บริการโทรศัพท์ รวมทั้งเครือข่ายอื่นๆ
2. BGP เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเชื่อมต่อเครือข่ายอัตโนมัติ (Autonomous) ต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยมีมากกว่า 1 เส้นทาง
3. BGP เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเชื่อมต่อเครือข่ายในระดับ Enterprise หากองค์กรของท่านมีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตแบบหลายเชื่อมต่อเพื่อผลในการ Redundancy BGP ก็สามารถทำ Load Balancing Traffic ได้บนเส้นทางที่เป็น Redundant Link
4. สามารถใช้นโยบาย (Policy) ที่กำหนดให้ท่านสามารถเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดเพื่อเดินทางไปสู่ปลายทางได้

เมื่อใดที่ยังไม่ควรใช้ BGP 

เมื่อมีการเชื่อมต่อเพียงแค่เส้นทางเดียว ลักษณะแบบนี้ควรใช้ Static Route และทำการ Redistribute Static Route นี้ผ่านไปที่ระบบ Autonomous โดยการใช้โปรโตคอล IGP แทน
หากท่านไม่ใช้ BGP ท่านจะสามารถลดขนาดของตาราง Routing ลงได้ รวมทั้งแรมที่จะใช้งานบนเราท์เตอร์สำหรับ BGP ได้ เนื่องจากการใช้เราท์เตอร์ BGP จะต้องใช้แรมขนาด 128 เมกะไบต์ รวมทั้งซีพียูที่มีความเร็วสูงเพียงพอ เพื่อรองรับตาราง BGP Routing ที่มีขนาดใหญ่ เช่น 120,000 Route 

ARP คืออะไร

ARP (Address Resolution Protocol) เป็นโปรโตคอลสำหรับการจับคู่ (Map) ระหว่างไอพีแอดเดรส (IP Address) และหมายเลขฮาร์ดแวร์ของอุปกรณ์เครือข่าย (Media Access Control หรือเรียกสั้นๆ ว่า MAC Address) เช่น ไอพีแอดเดรสเวอร์ชัน 4 (IPv4) ใช้การระบุตำแหน่งขนาด 32 บิต ในอีเทอร์เน็ต (Ethernet) ของระบบใช้การระบุตำแหน่งขนาด 48 บิต ตาราง ARP ซึ่งมักจะเป็นแคชจะรักษาการจับคู่ระหว่างหมายเลขฮาร์ดแวร์ของอุปกรณ์เครือข่ายกับไอพีแอดเดรส โดย ARP ใช้กฎของโปรโตคอล สำหรับการสร้างการจับคู่ และแปลงตำแหน่งทั้งสองฝ่าย

การทำงานของ ARP

ขั้นตอนแรก เครื่องที่ต้องการสอบถาม MAC Address จะส่งแพ็คเกต ARP Request ซึ่งบรรจุไอพีแอดเดรสพร้อมกับ MAC Address ของตนเอง และไอพีแอดเดรสของเครื่องที่ต้องการทราบ MAC Address ส่วน MAC Address ปลายทางนั้น จะถูกกำหนดเป็น FF:FF:FF:FF:FF:FF ซึ่งเป็นประกาศ (Broadcast Address) เพื่อให้ ARP Packet ถูกส่งไปยังเครื่องทุกเครื่องที่อยู่ในเน็ตเวิร์คเดียวกัน

เมื่อเครื่องที่มีไอพีแอดเดรสตรงกับที่ระบุใน ARP Packet จะตอบกลับมาด้วย ARP Packet โดยใส่ MAC Address และไอพีแอดเดรสของตนเองเป็นผู้ส่ง และใส่ MAC Address และไอพีแอดเดรสของเครื่องที่ส่งมาเป็นผู้รับ แพ็คเกตที่ตอบกลับนี้เรียกว่า ARP Reply ดังรูปที่ 1


รูปที่ 1 แสดงการทำงานของโพรโตคอล ARP

ทั้งนี้ โปรโตคอล ARP จะใช้ในการติดต่อภายในเน็ตเวิร์กเครือข่ายเดียวกัน ดังนั้น หากในระบบเครือข่ายที่ออกแบบไว้มีขนาดใหญ่เกินไปจะส่งผลให้เกิดทราฟฟิก Broadcast จำนวนมาก (เช่น ARP Broadcast เป็นต้น) ดังนั้น ในการออกแบบเครือข่ายขนาดใหญ่จึงมักมีการออกแบบให้เป็นเครือข่ายย่อยๆ จำนวนมาก เพื่อลดปัญหาเรื่องของทราฟฟิก Broadcast นั่นเอง อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับเครือข่ายอีกด้วย 

อาจจะเปรียบเทียบได้ว่าเน็ตเวิร์กเปรียบเสมือนขนาดของห้องๆ หนึ่ง หากห้องมีขนาดใหญ่มากและมีบางคนที่ติดไข้หวัดเข้ามา ก็จะสามารถแพร่กระจายไปยังบุคคลอื่นๆ ในห้องนั้นๆ ได้ การป้องกันจะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลนั่นเอง แต่ถ้าลดขนาดห้องให้เป็นห้องย่อยหลายๆ ห้อง ในกรณีที่เกิดปัญหาจะกระทบกับเครื่องจำนวนไม่มากนั่นเอง

 

แหล่งอ้างอิง

1. คำแนะนำในการใช้ชื่อและรหัสผ่านในแพ็กเกจ KSC Hotspot

  • กรุณาขูดเบาๆ ด้วยเหรียญ เพื่อป้องกันมิให้ชื่อและรหัสผ่านขาดหาย
  • ในกรณีที่ชื่อและรหัสผ่านขาดหาย ไม่ชัดเจน หรือใกล้เคียงกับตัวอักษร/ตัวเลขอื่นๆ
    ให้สังเกตขนาดตัวเลขจะใหญ่กว่าตัวอักษร

ท่านสมาชิกสามารถศึกษาได้จากแบบอักษรและตัวเลข ดังต่อไปนี้

2. ปัญหาตัวเลขและตัวอักษรที่พบบ่อย

  • ตัวเลขและตัวอักษรที่มีรูปร่างใกล้เคียงกัน เช่น
เลข 0 (ศูนย์) และ o (โอ)
ให้สังเกตเลข 0 (ศูนย์) จะมีขนาดใหญ่กว่า o (โอ) และมีขีดทะแยง
เลข 1 (หนึ่ง) และ i (ไอ)
ให้สังเกตตัวเลขจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวอักษร และ 1 (หนึ่ง) จะมีหัวด้านบนชัดเจน
เลข 5 (ห้า) และ s (เอส)
ให้สังเกตตัวเลขจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวอักษร และส่วนหางของเลข 5 (ห้า) จะมีขนาดใหญ่กว่า
  • ตัวเลขและตัวอักษรที่มีรูปร่างและขนาดใกล้เคียงกัน เช่น
เลข 1 (หนึ่ง) และ l (แอล)
ให้สังเกต เลข 1 (หนึ่ง) จะมีหัวด้านบนชัดเจน
เลข 9 (เก้า) และ g (จี)
ให้สังเกตส่วนหัวของ 9 (เก้า) มีความสูงของส่วนหัวเท่ากับส่วนหาง
  • ตัวอักษรที่มีรูปร่างใกล้เคียงกัน ในกรณีที่บางส่วนของตัวอักษรขาดหายไป อาจจะทำให้สับสนได้ เช่น
g (จี) และ q (คิว)
ให้สังเกต g (จี) มีขนาดใหญ่กว่า q (คิว) และ g (จี) สูงอยู่ในระดับเดียวกับตัวเลข
i (ไอ) และ j (เจ)
ให้สังเกต j (เจ) มีหางตวัดไปด้านหน้า
u (ยู) และ v (วี)
ให้สังเกต v (วี) ด้านล่างสุดของ v (วี) เป็นมุมแหลม ในขณะที่ ด้านล่างสุดของ u (ยู) มีลักษณะคล้ายเกือกม้า
v (วี) และ y (วาย)
ให้สังเกต v (วี) ด้านล่างสุดของ v (วี) เป็นมุมแหลมอยู่ในระนาบเดียวกับตัวอักษรอื่น ในขณะที่ y (วาย) จะมีลักษณะคล้าย u (ยู) อยู่ในระดับครึ่งหนึ่งของตัวอักษรอื่น และมีหางตวัดไปด้านหน้า

 

ท่านสามารถดาวน์โหลดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ได้

 

  1. ชื่อที่อยู่บริษัทและเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
  2. เลขที่ใบแจ้งค่าบริการประกอบด้วยตัวเลข 13 หลัก
  3. รหัสลูกค้าจำนวน 12 หลัก
  4. ชื่อและที่อยู่ส่งใบแจ้งค่าบริการ
  5. สรุปยอดค่าบริการเดือน
  6. ยอดเงินที่ชำระเรียบร้อบแล้วก่อนวันสิ้นสุดการคิดค่าบริการ
  7. ยอดค้างชำระที่ยกมาจากยอดบิลที่ผ่านมา
  8. ยอดเงินที่ชำระเกิน
  9. ยอดค่าบริการเดือนปัจจุบัน (ที่ยังไม่รวมยอดค้างชำระ กรณีที่มีค้างชำระ)
  10. รวมค่าบริการที่ยังไม่ได้ชำระทั้งหมด  (รวมทั้งยอดค้างเดิมและยอดค้างปัจจุบัน)
  11. ข้อความแจ้งยอดค้างชำระและข้อความ  แสดงรายละเอียดของโปรโมชั่นต่างๆ (ถ้ามี)
  12. ประเภทผลิตภัณฑ์
  13. ส่วนลดของค่าบริการ (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
  14. ค่าใช้บริการเดือนปัจจุบัน (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
  15. ข้อความประชาสัมพันธ์

 

 

  1. ชื่อที่อยู่บริษัทและเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
  2. เลขที่ใบแจ้งค่าบริการประกอบด้วยตัวเลข 13 หลัก
  3. เลขที่ลูกค้าจำนวน 12 หลัก
  4. ชื่อและที่อยู่ส่งใบแจ้งค่าบริการ
  5. สรุปยอดค่าบริการ
  6. วันสุดท้ายที่คิดค่าบริการ
  7. ยอดเงินที่ชำระเรียบร้อยแล้วก่อนวันสิ้นสุดการคิดค่าบริการ
  8. ยอดค้างชำระที่ยกมาจากยอดบิลที่ผ่านมา
  9. ยอดเงินที่ชำระเกิน
  10. ยอดค่าบริการเดือนปัจจุบัน  (ที่ยังไม่รวมยอดค้างชำระ กรณีที่มีค้างชำระ)
  11. รวมค่าบริการที่ยังไม่ได้ชำระทั้งหมด  (รวมทั้งยอดค้างเดิมและยอดค้างปัจจุบัน)
  12.  วันครบกำหนดชำระเดือนปัจจุบัน
  13. ข้อความแจ้งยอดค้างชำระและข้อความแสดงรายละเอียดของโปรโมชั่นต่างๆ (ถ้ามี)
  14. ประเภทผลิตภัณฑ์
  15. ส่วนลดของค่าบริการ (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
  16. ค่าใช้บริการเดือนปัจจุบัน (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
  17. ข้อความประชาสัมพันธ์

รอบบิล:  รอบบิลทั้งหมดมี 8 รอบบิล ดังนี้
รอบบิลที่ 1: วันที่ 2 ของเดือนปัจจุบัน ถึง วันที่ 1 ของเดือนถัดไป      
รอบบิลที่ 2: วันที่ 10 ของเดือนปัจจุบัน ถึง วันที่ 9 ของเดือนถัดไป       
รอบบิลที่ 3: วันที่ 13 ของเดือนปัจจุบัน ถึง วันที่ 12 ของเดือนถัดไป       
รอบบิลที่ 4: วันที่ 16 ของเดือนปัจจุบัน ถึง วันที่ 15 ของเดือนถัดไป      
รอบบิลที่ 5: วันที่ 19 ของเดือนปัจจุบัน ถึง วันที่ 18 ของเดือนถัดไป      
รอบบิลที่ 6: วันที่ 22 ของเดือนปัจจุบัน ถึง วันที่ 21 ของเดือนถัดไป      
รอบบิลที่ 7: วันที่ 25 ของเดือนปัจจุบัน ถึง วันที่ 24 ของเดือนถัดไป      
รอบบิลที่ 8: วันที่ 28 ของเดือนปัจจุบัน ถึง วันที่ 27 ของเดือนถัดไป  

  1. มีขนาด 4 ถึง 8 หลัก โดยใช้ตัวอักษรตัวเล็กทั้งหมด
  2. ยกเว้นการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ และไม่สามารถใช้ตัวเลขเพียงอย่างเดียวได้
  3. ระบบขอสงวนสิทธิ์ห้ามใช้ User Name ที่ระบุ 2 หลักแรกเป็นตัวอักษร แล้วตามด้วยตัวเลขทั้งหมด เช่น ww12345 หรือ tk56789 ฯลฯ
  4. ถ้าจำเป็นต้องใช้ตัวเลขเพื่อป้องกันการซ้ำ ควรจะให้หลักแรกเป็นตัวอักษรเท่านั้น เช่น w125 หรือ k758 เป็นต้น
  5. ให้ท่านกรอก User Name ของท่านให้ครบถ้วนทั้ง First Choice และ Second Choice โดยทั้งสองชื่อต้องไม่ซ้ำกัน
  6. ในกรณีที่ท่านต้องการเปลี่ยนแปลง Username โปรดติดต่อ แผนกบริการลูกค้าและทั้งนี้จะต้องชำระค่าธรรมเนียมเป็นจำนวน 321 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)

ท่านสมาชิกสามารถทราบหมายเลข Customer Number และ Serial Number ได้ดังนี้

  1. สำหรับท่านสมาชิกรายเดือน จะปรากฏ Customer Number ในใบแจ้งค่าบริการ ดังรูปที่ 1
  2. สำหรับท่านสมาชิกประเภท package จะปรากฏ Serial Number ใน Card ที่ให้ไปกับ package
  1. เข้าไปที่ http://www.ksc.net
  2. เลือกที่รายการ "Member Zone"
  3. ให้ท่านพิมพ์ username และ password ในช่องที่กำหนด แล้วกดปุ่ม "Login"
  4. เลือก "ตรวจสอบชั่วโมงการใช้งาน"

ถ้าท่านลืม password ท่านสามารถติดต่อกับฝ่าย "Customer Service" เพื่อทำการ reset password ของท่านที่หมายเลขโทรศัพท์ 1238 ซึ่งจะมีค่าธรรมเนียมทั้งสิ้น 107 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งสำหรับลูกค้ารายเดือนจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมนี้ในใบแจ้งค่าใช้บริการในเดือนถัดไป ส่วนลูกค้าชุดอินเทอร์เน็ตสำเร็จรูปนั้น จะต้องส่งหลักฐานการชำระเงินค่าธรรมเนียมพร้อมแบบฟอร์มขอเปลี่ยน Password มาที่แผนกบริการลูกค้า

การติดต่อกับแผนกบริการลูกค้า E-mail : cservice@ksc.net หรือท่านสามารถพิมพ์ "แบบฟอร์มขอเปลี่ยน Login Name และ Password" กรอกข้อมูลของท่านแล้ว แฟกซ์กลับมาที่แผนก "Customer Service" ที่หมายเลข 0-2779-7111

หลังจากแผนก Customer Service เอกสารแล้วจะดำเนินการให้ท่าน ภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากที่ได้รับเอกสารจากท่านครบแล้ว

  1. ให้ท่านไปที่ website http://www.ksc.net
  2. ล็อคกดปุ่มที่เขียนว่า "Member Zone" (ที่เมนูด้านบน)
  3. เลือก "เปลี่ยนรหัสผ่าน"
  4. พิมพ์ "username" และ "Password"
  5. พิมพ์ "New Password" และ "Confirm new Password"
  6. กด Submit

ท่านสามารถใช้งาน Password ใหม่ได้ทันทีหลังจากที่ทำการเปลี่ยนแปลง

วิธีการสร้างบัญชีอีเมล์ บน Microsoft Outlook 2007

  1. เปิดโปรแกรม Microsoft Outlook 2007 โดยไปที่ “Start” > “All Programs” > “Microsoft Outlook 2007” หรือ คลิกที่ shortcut ที่หน้า desktop
  2. ไปที่ “Tools” > “Account Settings…”
  3. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Account Settings ในส่วนของ E-mail Accounts จากนั้น คลิกที่ “New…”
  4. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Add New E-mail Account ติ๊กที่ check box “Microsoft Exchange, POP3, IMAP, or HTTP” จากนั้น คลิกที่ “Next”
  5. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Choose E-mail Service ติ๊กที่ check box “Internet E-mail” จากนั้น คลิกที่ “Next”
  6. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Internet E-mail Settings กรอกค่าทั้งหมดลงในช่องว่าง จากนั้น คลิกที่ “More Settings…”
     
    • Your Name :  ชื่อที่ต้องการให้ปรากฎในช่อง From ของอีเมล์ผู้รับ
    • E-mail Address : อีเมล์ที่ต้องการใช้งาน
    • Account Type :  POP3
    • Incoming mail server (POP3): pop.th.com
    • utgoing mail server (SMTP): smtp.th.com
    • User Name:    ชื่อที่ใช้ในการเข้าสู่ระบบอีเมล์
    • Password:  รหัสผ่านที่ใช้ในการเข้าสู่ระบบอีเมล์
  7. เลือก “Outgoing Server” จากนั้น ติ๊กที่ check box “My outgoing server (SMTP) requires authentication” เลือก “Use same settings as my incoming mail server” จากนั้น คลิกที่ “OK”
  8. จากนั้น ระบบจะกลับสู่หน้าที่แล้ว ตรวจสอบค่าต่างๆ ให้ถูกต้อง จากนั้น คลิกที่ “Finish”

 

วิธีการสร้างบัญชีอีเมล์ บน Microsoft Outlook 2003

  1. เปิดโปรแกรม Microsoft Outlook 2003 โดยไปที่ “Start” > “All Program” > “Microsoft Outlook 2003” หรือ คลิกที่ shortcut ที่หน้า desktop 
     
  2. ไปที่ “Tools” > “E-Mail Accounts…”
  3. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง E-Mail Accounts ที่ E-Mail เลือก “Add a new e-mail account” จากนั้น คลิกที่ “Next”
  4. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Server Type เลือก “POP3” จากนั้น คลิกที่ “Next”
  5. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Internet E-Mail Setting (POP3) กรอกค่าต่างๆ ลงในช่อง จากนั้น คลิกที่ “Next”

    • Your Name :  ชื่อที่ต้องการให้ปรากฎในช่อง From ของอีเมล์ผู้รับ
    • E-mail Address :  อีเมล์ที่ต้องการใช้งาน
    • Incoming mail server : pop.th.com
    • Outgoing mail server : smtp.th.com
    • User Name :  ชื่อที่ใช้ในการเข้าสู่ระบบอีเมล์
    • Password :   รหัสผ่านที่ใช้ในการเข้าสู่ระบบอีเมล์
  6. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง เสร็จสิ้นการสร้างบัญชีอีเมล์ คลิกที่ “Finish”


ในกรณีท่านต้องการตั้งค่า Authentication เพื่อมิให้ผู้อื่นสามารถใช้งานบัญชีอีเมล์ดังกล่าวได้ มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. ไปที่เมนู “Tools” > “E-mail Accounts…”
  2. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง E-mail Accounts ที่ E-Mail เลือก “View or change existing e-mail accounts” จากนั้น คลิกที่ “Next”
  3. เลือกบัญชีอีเมล์ที่ต้องการตั้งค่า คลิกที่ “Change...”
  4. จากนั้น คลิกที่ “More Settings ...”
  5. เลือก “Outgoing Server” ติ๊กที่ check box “My outgoing server (SMTP) requires authentication” เลือก “Use same settings as my incoming mail server” จากนั้น คลิกที่ “OK” 
     

 

วิธีการสร้างบัญชีอีเมล์ บน MAC OS X Mail

  1. เปิดโปรแกรม Mail
  2. ในกรณีไม่เคยมีการสร้างบัญชีอีเมล์ในโปรแกรม ระบบจะแสดงหน้าต่าง New Account คลิกที่ “Continue”
  3. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง New Account ในส่วน General Information กรอกค่าต่างๆ ลงในช่องว่าง จากนั้น คลิกที่ “Continue”

     
    • Account Type :  POP 
    • Account Description : ชื่อที่ต้องการให้ปรากฎในช่อง From ของอีเมล์ผู้รับ
    • Full Name :  ชื่อ-นามสกุลของผู้ใช้อีเมล์ดังกล่าว
    • Email Address :  อีเมล์ที่ต้องการใช้งาน
  4. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Incoming mail server กรอกค่าต่างๆ ลงในช่องว่าง จากนั้น คลิกที่ “Continue”

     
    • Incoming mail server : pop.th.com
    • User Name :  ชื่อที่ใช้ในการเข้าสู่ระบบอีเมล์
    • Password :  รหัสผ่านที่ใช้ในการเข้าสู่ระบบอีเมล์
  5. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Outgoing mail server ที่ Outgoing mail server เลือก “smtp.th.com” กรอกค่าต่างๆ ลงในช่องว่าง ติ๊กที่ check box “Use Authentication” กรอกชื่อและรหัสผ่านที่ใช้ในการเข้าสู่ระบบอีเมล์ จากนั้น คลิกที่ “Continue”
  6. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Account Summary ตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง จากนั้น คลิก “Continue” ในกรณีที่ต้องการแก้ไข คลิก “Go Back”
  7. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่างยืนยันการสร้างบัญชีอีเมล์ใหม่เรียบร้อย  คลิกที่ “Done” เพื่อจบขั้นตอน

  
หากต้องการสร้างเพิ่มบัญชีอินเทอร์เน็ตเพิ่ม ในกรณีที่มีการสร้างไว้ก่อนหน้านี้ ทำตามขั้นตอน ดังนี้

  1. เปิดโปรแกรม ระบบจะแสดงหน้าต่างหลักของโปรแกรม ไปที่ “Mail” > “Preferences”
  2.  จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Accounts คลิกที่เครื่องหมาย “+” เพื่อทำการสร้างบัญชีอีเมล์ใหม่
  3. จากนั้น ตั้งค่าต่างๆ ตามข้อ  3 ถึง 7


 

วิธีการสร้างบัญชีอีเมล์ บน Eudora 7.0.1

  1. เปิดโปรแกรม Eudora โดยคลิกที่ shortcut ที่หน้า desktop หรือไปที่ “Start” > “Program”
  2. ในกรณีไม่เคยมีการสร้างบัญชีอีเมล์ในโปรแกรม ระบบจะแสดงหน้าต่างสอบถามว่า ต้องการตั้งให้โปรแกรม Eudora เป็นโปรแกรมหลักในการรับส่งอีเมล์หรือไม่ หากไม่ต้องการให้โปรแกรมถามคำถามนี้อีก ติ๊กเครื่องหมายถูกที่ check box “Don't ask me anymore” ถ้าต้องการตั้งให้โปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมหลักในการรับส่งอีเมล์ คลิกที่ “Yes” ถ้าไม่ต้องการ คลิกที่ “No” 

  3. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Introduction แนะนำเกี่ยวกับโปรแกรม คลิกที่ “OK” 
  4. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่างยินดีต้อนรับสู่ New Account Wizard คลิกที่ “Next” 
  5. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Account Setting เลือก “Create a brand new email account” จากนั้น คลิกที่ “Next” 
  6. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Personal Information กรอกชื่อที่ต้องการให้ปรากฎในช่อง From ของอีเมล์ผู้รับลงในช่อง “Your Name:” จากนั้น คลิกที่ “Next” 
  7. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Email Address กรอก E-mail Address ของท่าน ลงในช่อง “E-mail Address:” จากนั้น คลิกที่ “Next” 
  8. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง User Name กรอกชื่อที่ท่านใช้ในการเข้าสู่ระบบอีเมล์ลงในช่อง “User Name:” จากนั้น คลิกที่ “Next” 
  9. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Incoming Email Server กรอกค่า “pop.th.com” ลงในช่อง “Incoming Server:” และเลือกประเภท server “POP” จากนั้น คลิกที่ “Next” 
  10.  จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Outgoing Email Server กรอกค่า “smtp.th.com” ลงในช่อง “Outgoing Server:” และติ๊กที่ check box “Allow authentication” เพื่อให้ระบบตรวจสอบ Outgoing Email Server ก่อนส่งอีเมล์ จากนั้น คลิกที่ “Next” 
  11.  จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่างเสร็จสิ้นการสร้างบัญชีอีเมล์ คลิกที่ “Finish” 
  12. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่างแจ้งเตือนว่า Plug-ins ของ Junk mail ยังไม่ได้ถูกติดตั้ง คลิกที่ “OK” เพื่อจบขั้นตอน หากท่านต้องการชำระเงินเพื่อติดตั้ง Plug-ins ดังกล่าว คลิกที่ “Pay Now…” หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่ “Tell Me More” 

ในกรณีท่านต้องการตั้งค่า Authentication เพื่อมิให้ผู้อื่นสามารถใช้งานบัญชีอีเมล์ดังกล่าวได้ มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. ไปที่เมนู “Tools” > “Options…” 
  2. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Options ติ๊กที่ check box “Allow authentication” จากนั้น คลิกที่ “OK” 

 
 

วิธีการสร้างบัญชีอีเมล์ บน Windows Vista Mail

  1. เปิดโปรแกรม Windows Mail โดยไปที่ “Start” > “All Programs” > “Windows Mail” จากนั้น ไปที่ “Tools” > “Accounts…”
  2. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Internet Accounts คลิกที่ “Add…”
  3. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Select Account Type เลือก "E-mail account" จากนั้น คลิกที่ “Next”
  4. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Your Name กรอกชื่อที่ต้องการให้ปรากฎในช่อง From ของอีเมล์ผู้รับลงในช่อง “Display Name” จากนั้น คลิกที่ “Next”
     
  5. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Internet E-mail Address กรอก E-mail Address ของท่าน ลงในช่อง “E-mail Address:” จากนั้น คลิกที่ “Next”
  6. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Set up e-mail servers กรอกค่าต่างๆ ลงในช่อง และเอาเครื่องหมายถูกใน check box "Outgoing server requires authentication" ออก จากนั้น คลิกที่ “Next”
     
    • Incoming mail server type:  POP3
    • Incoming mail server:   pop.th.com
    • Outgoing mail server :   smtp.th.com
  7. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Internet Mail Logon กรอกชื่อและรหัสผ่านที่ใช้ในการเข้าสู่ระบบอีเมล์ของท่าน ลงในช่อง “E-mail username” และ “Password” จากนั้น คลิกที่ “Next”
  8. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่างเสร็จสิ้นการสร้างบัญชีอีเมล์ คลิกที่ “Finish”
  9. จากนั้น ระบบจะกลับเข้าสู่หน้าต่าง Internet Accounts คลิกที่ “Close” เพื่อจบขั้นตอน

 

E-mail Account Setup Manual  on Outlook Express 6.x

  1. เปิดโปรแกรม Outlook หรือ Outlook Express โดยไปที่ “Start” > “All Programs” > “Outlook Express” หรือ คลิกที่ shortcut บนหน้า desktop
  2. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่างโปรแกรม ไปที่ “Tools” > “Accounts…” 
     
  3. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Internet Account เลือก “Mail” จากนั้น คลิกที่ “Add Button” > “Mail...”
  4. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Internet Connection Wizard ในส่วนของ Your Name  กรอกชื่อที่ต้องการให้ปรากฎในช่อง From ของอีเมล์ผู้รับลงในช่อง “Display Name” จากนั้น คลิกที่ “Next” 
  5. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Internet E-mail Address กรอกอีเมล์ของท่านลงในช่อง “E-mail Address” จากนั้น คลิกที่ “Next”
  6. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง E-mail Server Names เลือก “POP3” และกรอกค่าต่างๆ ลงในช่อง จากนั้น คลิกที่ “Next”

    • Incoming mail (POP3, IMAP or HTTP) server : pop.th.com
    • Outgoing mail (SMTP) server :  smtp.th.com
  7. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Internet Mail Logon กรอกชื่อและรหัสผ่านที่ใช้ในการเข้าสู่ระบบอีเมล์ของท่านลงในช่อง “Account name” และ “Password” ในกรณีที่ไม่ต้องการใส่รหัสผ่านทุกครั้งเมื่อทำการเข้าสู่ระบบ ติ๊กที่ check box “Remember password” แล้วเอาเครื่องหมายถูกที่ check box “Log on using Secure Password Authentication (SPA)” ออก จากนั้น คลิกที่ “Next”
  8. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่างเสร็จสิ้นการสร้างบัญชีอีเมล์ ตรวจสอบค่าต่างๆ จากนั้น คลิกที่ “Finish” เพื่อจบการติดตั้งในเบื้องต้น
  9. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Internet Account ขั้นตอนต่อไป คือ การตั้งค่าคุณสมบัติของบัญชีอีเมล์ใหม่ของท่าน เลือกบัญชีอีเมล์ใหม่ของท่าน จากนั้น คลิกที่ “Properties”
  10. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Properties เลือกแถบ “General” กรอกชื่อที่ต้องการใช้ในการอ้างถึงบัญชีอีเมล์นี้ลงในช่อง “Mail Account” จากนั้น กรอกข้อมูลอื่นๆ ที่เกียวกับบัญชีอีเมล์นี้
  11. เลือกแถบ “Servers” แล้วติ๊กที่ check box “My server requires authentication” จากนั้น คลิกที่ “OK” เพื่อสิ้นสุดการตั้งค่าคุณสมบัติ

 

วิธีการติดตั้งสร้างบัญชีอีเมล์บน Mozilla Thunderbird

  1. เปิดโปรแกรม Mozilla Thunderbird โดยคลิกที่ shortcut ที่หน้า desktop หรือไปที่ “Start” > “All Programs” > “Mozilla Thunderbird”
  2. ในกรณีไม่เคยมีการสร้างบัญชีอีเมล์ในโปรแกรม ระบบจะแสดงหน้าต่าง New Account Setup เลือก “Email account” จากนั้น คลิกที่ “Next” 
  3. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Identity กรอกชื่อที่ต้องการให้ปรากฎในช่อง From ของอีเมล์ผู้รับลงในช่อง “Your Name:”  และกรอก E-mail Address ลงในช่อง “E-mail Address:” จากนั้น คลิกที่ “Next” 
  4. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Server Information เลือก “POP” กรอกค่าต่างๆ ลงในช่อง จากนั้น คลิกที่ “Next” 

    • Incoming Server : pop.th.com
    • Outgoing Server : smtp.th.com
  5. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง User Names กรอกชื่อที่ใช้ในการเข้าสู่ระบบอีเมล์ของท่านลงในช่อง “Incoming User Name” และ “Outgoing User Name” (โดยปกติจะใช้ชื่อเดียวกันทั้งสองช่อง) จากนั้น คลิกที่ “Next” 
  6. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Account Name กรอกชื่อที่ต้องการใช้ในการอ้างถึงบัญชีอีเมล์นี้ลงในช่อง “Account Name” จากนั้น คลิกที่ “Next” 
  7. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่างเสร็จสิ้นการสร้างบัญชีอีเมล์ ตรวจสอบค่าต่างๆ จากนั้น คลิกที่ “Finish” เพื่อจบขั้นตอน 

ในกรณีที่ท่านต้องการตั้งค่า Authentication เพื่อมิให้ผู้อื่นสามารถใช้งานบัญชีอีเมล์ดังกล่าวได้ มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. เปิดหน้า Inbox ของโปรแกรม Mozilla Thunmderbird แล้ว  ไปที่ “Tools” > “Account Settings…” 
  2. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง Acount Settings เลือก “Outgoing Server (SMTP)” เลือกอีเมล์ที่ต้องการตั้งค่า จากนั้น คลิกที่ “Edit...” 
  3. จากนั้น ระบบจะแสดงหน้าต่าง SMTP Server ติ๊กที่ check box “Use name and password” ระบบจะแสดงชื่อของท่านโดยอัตโนมัติ จากนั้น คลิกที่ “OK” 
  4. คลิกที่ “OK” เพื่อจบขั้นตอน